หน้าแรก / บทความทั้งหมด / วัดความพอใจคนไข้คลินิกด้วย 1 คำถาม รู้ก่อนใครจะไม่กลับมา
วัดความพอใจคนไข้คลินิกด้วย 1 คำถาม รู้ก่อนใครจะไม่กลับมา
คนไข้ที่ไม่พอใจส่วนใหญ่ไม่บ่น เขาแค่เงียบแล้วไม่กลับมา ปัญหาคือกว่าคลินิกจะรู้ว่าเสียเขาไปก็สายเกินแก้ เพราะไม่มีใครถามอะไรเลยตอนที่เขายังอยู่ตรงหน้า การวัดความพอใจคนไข้คลินิกจึงเริ่มจากคำถามเดียวที่ถามให้ถูกจังหวะ ไม่ใช่แบบสอบถามยาวที่ไม่มีใครตอบ บทความนี้บอกว่าควรถามอะไร ถามตอนไหน และเอาคำตอบไปดูแลเขาต่ออย่างไรก่อนเขาจะหายไป
สารบัญเนื้อหา
ลูกค้าคลินิกไม่กลับมาโดยไม่เคยบอกว่าติดอะไร
คนไข้ที่หายไปไม่ค่อยหายเพราะเรื่องใหญ่ ส่วนมากหายเพราะเรื่องเล็กที่สะสม เช่นรอนานกว่าที่คิดสองครั้งติด หรือรู้สึกว่าครั้งนี้ผลไม่เท่าครั้งก่อนแต่ไม่กล้าถาม หรือเจอเจ้าหน้าที่คนใหม่ที่ไม่รู้ประวัติเขาเลย เรื่องแบบนี้ไม่ถึงขั้นทำให้ต่อว่า แต่พอถึงรอบถัดไปเขาก็เลือกที่อื่น
ที่ทำให้แก้ยากคือคลินิกไม่มีจุดที่รู้เรื่องนี้เลย ตัวเลขที่เห็นคือยอดรายวันซึ่งยังดูปกติ เพราะมีคนไข้ใหม่เข้ามาแทน ลูกค้าคลินิกไม่กลับมาจึงถูกกลบด้วยคนหน้าใหม่ กว่าจะรู้ว่าคนเดิมหายไปเยอะก็ผ่านไปหลายเดือน และตามกลับยากกว่าตอนที่เขายังจำเราได้
คำถามหลังบริการปิดช่องนี้ได้ตรงจุดที่สุด เพราะมันเกิดขึ้นตอนที่เขายังอยู่ในคลินิกและยังจำรายละเอียดได้ครบ ถ้ามีอะไรค้างใจ นาทีนั้นคือนาทีที่เขาจะบอก ถ้าปล่อยเลยไป คำตอบที่ได้จะกลายเป็นความสุภาพแทนความจริง นี่คือเหตุผลที่การวัดความพอใจคนไข้คลินิกต้องเกิดขึ้นในวันเดียวกับที่เขามา
สาเหตุที่แบบสอบถามยาวไม่ช่วยวัดความพอใจคนไข้คลินิก
สาเหตุแรกคือจำนวนคนตอบ แบบสอบถามที่มีสิบข้อทำให้คนไข้เห็นแล้วเลื่อนผ่าน คนที่ตอบจนจบมักเป็นคนที่พอใจมากหรือโกรธมาก ส่วนคนกลางๆ ซึ่งเป็นกลุ่มที่เสี่ยงหายที่สุดจะไม่ตอบเลย ผลที่ได้จึงเห็นแต่สองปลาย ไม่เห็นคนที่กำลังลังเล
สาเหตุที่สองคือเวลาที่ใช้อ่านผล ยิ่งคำถามมาก ยิ่งต้องมีคนมานั่งสรุป และงานสรุปนี้มักถูกเลื่อนออกไปเรื่อยๆ จนคำตอบเก่าเกินจะทำอะไรได้ ข้อมูลที่อ่านช้าไปสองสัปดาห์ไม่ช่วยรักษาคนไข้ที่เพิ่งผิดหวังเมื่อวันจันทร์
สาเหตุที่สามคือคำถามที่มากเกินทำให้คนไข้รู้สึกเหมือนกำลังให้เกรดคลินิก แทนที่จะรู้สึกว่ากำลังคุยกัน ความรู้สึกนี้เปลี่ยนคำตอบให้ปลอดภัยขึ้น คนตอบเลือกกลางๆ ไว้ก่อนเพื่อไม่ให้ใครเสียหน้า การวัดความพอใจคนไข้คลินิกด้วยคำถามเดียวที่ถามด้วยน้ำเสียงเป็นกันเองจึงได้ความจริงมากกว่า
ถามความพอใจลูกค้าด้วยคำถามเดียวที่ควรใช้
คำถามที่ดีต้องตอบง่ายและบอกแนวโน้มได้ในคำตอบเดียว คำถามที่ใช้ได้ดีในคลินิกความงามคือ “จากประสบการณ์วันนี้ คุณจะแนะนำคลินิกเราให้เพื่อนไหม” ให้ตอบเป็นระดับ เพราะคำถามนี้วัดทั้งความพอใจกับสิ่งที่เพิ่งได้รับ และวัดความตั้งใจบอกต่อในเวลาเดียวกัน คำถามข้อเดียวนี้จึงพอสำหรับการวัดความพอใจคนไข้คลินิกในทางปฏิบัติ
ถ้าอยากได้คำตอบที่ชี้ทางแก้ชัดกว่านั้น ให้เติมคำถามเปิดสั้นๆ ต่อท้ายเพียงข้อเดียวว่า “มีอะไรที่เราทำให้ดีขึ้นได้อีกไหม” ตอบหรือไม่ตอบก็ได้ คนที่รู้สึกค้างใจมักพิมพ์มาเอง และประโยคที่เขาพิมพ์มักบอกจุดที่ต้องแก้ตรงกว่าคะแนนทุกตัว
แถวสุดท้ายสำคัญกว่าที่คิด คนที่ไม่ตอบไม่ได้แปลว่าพอใจ แต่แปลว่าเรายังไม่รู้ ให้แยกกลุ่มนี้ออกมาไว้ต่างหาก แล้วถามเขาอีกครั้งเดียวตอนที่เขากลับมา ถ้ายังไม่ตอบอีกก็ปล่อย การตามถามซ้ำหลายรอบทำให้คนไข้รู้สึกถูกรบกวนมากกว่าถูกใส่ใจ
ถามตอนไหนถึงได้คำตอบจริง
จังหวะที่ดีที่สุดคือช่วงหลังจบบริการไม่นาน ตอนที่ความรู้สึกยังสด อาจถามที่เคาน์เตอร์ตอนชำระเงิน หรือส่งข้อความสั้นภายในวันเดียวกัน อย่าปล่อยข้ามหลายวันเพราะคนไข้จะจำรายละเอียดไม่ได้ และคำตอบจะกลายเป็นความรู้สึกรวมๆ ที่ใช้แก้อะไรไม่ได้ จังหวะจึงมีน้ำหนักกับการวัดความพอใจคนไข้คลินิกไม่น้อยกว่าตัวคำถาม
- ถามที่เคาน์เตอร์ตอนชำระเงิน สำหรับคนที่สะดวกตอบทันทีและชอบคุยตรงๆ
- ส่งข้อความสั้นภายในวันเดียวกัน สำหรับคนที่รีบกลับหรือไม่อยากตอบต่อหน้าใคร
- ทำให้ตอบง่ายที่สุด กดเลือกได้เลยโดยไม่ต้องพิมพ์ยาว และไม่ต้องกรอกชื่อซ้ำ
- เลี่ยงการถามระหว่างหัตถการหรือตอนที่เขายังไม่เห็นผล เพราะคำตอบจะเป็นการเดา
หัตถการที่เห็นผลช้าต้องแยกจังหวะออกมา เพราะถามตอนออกจากคลินิกจะได้แค่ความพอใจกับการบริการ ไม่ได้ความพอใจกับผลลัพธ์ ให้ถามเรื่องผลอีกครั้งตอนที่ผลควรขึ้นแล้ว ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับการติดตามผลหลังหัตถการอยู่แล้ว จึงไม่ได้เพิ่มงานให้ทีม
ดูแลลูกค้าหลังบริการตามคำตอบที่ได้
คำตอบมีค่าก็ต่อเมื่อมีคนทำอะไรต่อ คนที่ตอบว่าไม่ค่อยพอใจ ให้ติดต่อกลับด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงว่าติดขัดตรงไหน ไม่ใช่เพื่อแก้ตัวหรืออธิบายว่าคลินิกทำถูกแล้ว แต่เพื่อฟังให้ครบและเสนอสิ่งที่ช่วยได้จริง คนไข้หลายคนที่เกือบหายไปกลับมาเพราะรู้สึกว่ามีคนฟัง การวัดความพอใจคนไข้คลินิกจึงมีค่าตรงการติดต่อกลับ ไม่ใช่ตรงตัวคะแนน
คนที่ตอบว่าเฉยๆ มักถูกข้ามเพราะไม่มีอะไรผิดชัดเจน แต่กลุ่มนี้คือกลุ่มที่ย้ายง่ายที่สุด ให้จดสิ่งที่เขาบอกไว้ในประวัติ แล้วรอบหน้าให้คนที่รับเขาอ่านก่อนเริ่มงาน การจำเรื่องเล็กของเขาได้คือสิ่งที่ทำให้คลินิกถูกจำได้โดยไม่ต้องแข่งราคา
คนที่พอใจมากคืออีกโอกาสที่มักถูกปล่อยผ่าน วันเดียวกันนั้นคือวันที่เขาพร้อมพูดถึงคลินิกมากที่สุด ชวนเขาเขียนรีวิวในหน้าโปรไฟล์ธุรกิจบนกูเกิลหรือชวนพาเพื่อนมาผ่านส่วนลดแนะนำเพื่อนก็ได้ผลกว่าการชวนย้อนหลังอีกสองเดือน
สัญญาณลูกค้าหายที่เห็นได้ก่อนเขาเงียบ
คำถามหลังบริการไม่ใช่สัญญาณเดียวที่มี ถ้าอ่านควบกับสิ่งที่เกิดขึ้นหน้าเคาน์เตอร์ จะเห็นภาพชัดขึ้นอีก สัญญาณลูกค้าหายที่เห็นได้ง่ายคือรอบการมาเริ่มยืดออก จากเดือนละครั้งเป็นสองเดือนครั้งโดยไม่มีเหตุผล การไม่ยอมจองรอบถัดไปก่อนกลับ ทั้งที่เคยจองล่วงหน้าทุกครั้ง และการเปลี่ยนจากซื้อคอร์สมาเป็นซื้อครั้งเดียว
สัญญาณเหล่านี้มีค่าเมื่อถูกจดไว้ที่เดียวกับคำตอบเรื่องความพอใจ เพราะคนไข้ที่ตอบว่าเฉยๆ แล้วยืดรอบออกด้วย คือคนที่ควรได้รับการติดต่อก่อนใคร ส่วนคนที่ตอบว่าเฉยๆ แต่ยังมาสม่ำเสมอ อาจเป็นแค่คนที่ไม่ชอบให้คะแนนสูง การอ่านสองอย่างคู่กันทำให้การวัดความพอใจคนไข้คลินิกแม่นขึ้นกว่าการดูคำตอบเพียงอย่างเดียว
เมื่อเริ่มเก็บคำตอบและประวัติไว้ด้วยกัน ต้องคิดเรื่องการขอความยินยอมและการเก็บข้อมูลของคนไข้ให้เรียบร้อยตั้งแต่ต้น อ่านหลักปฏิบัติได้จาก เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และดูแนวทางเก็บข้อมูลคนไข้ในคลินิกประกอบ เพื่อให้สิ่งที่ถามมาใช้ต่อได้โดยไม่มีปัญหาภายหลัง การวัดความพอใจคนไข้คลินิกที่วางเรื่องความยินยอมไว้ตั้งแต่ต้นจะขยายไปทุกสาขาได้ง่ายกว่า
ตัวอย่างสองกรณีที่คลินิกเจอบ่อย
กรณีแรก คนไข้ประจำที่มาทุกเดือนตอบคำถามหลังบริการว่าเฉยๆ แล้วเติมมาสั้นๆ ว่ารอนานกว่าปกติ เจ้าหน้าที่เห็นคำตอบในเย็นวันนั้น จึงโทรขอโทษเรื่องเวลารอและเสนอให้จองช่วงเช้าซึ่งคิวโปร่งกว่าในรอบถัดไป คนไข้กลับมาตามนัดและไม่บ่นเรื่องเวลาอีก ตัวเลขรอบและช่วงเวลาในกรณีนี้เป็นข้อมูลตัวอย่างเพื่อแสดงวิธีคิด ไม่ใช่เกณฑ์มาตรฐานที่ทุกคลินิกต้องได้เท่านี้
กรณีที่สอง คนไข้ใหม่ตอบว่าพอใจมากหลังหัตถการแรก เจ้าหน้าที่จึงชวนเขียนรีวิวในวันเดียวกันและเล่าให้ฟังว่ารอบถัดไปควรเว้นห่างเท่าไร คนไข้เขียนรีวิวให้และจองรอบถัดไปก่อนกลับ ถ้ารอไปชวนตอนเดือนถัดไป ความรู้สึกดีจะจางลงและคำชวนจะกลายเป็นการรบกวน
สองกรณีนี้ต่างกันที่คำตอบที่ได้ แต่เหมือนกันที่จุดเดียว คือมีคนอ่านคำตอบในวันเดียวกันแล้วลงมือทำต่อทันที ถ้าคำตอบทั้งสองถูกเก็บไว้รออ่านปลายเดือน ทั้งคู่จะไม่เกิดผลอะไรเลย และการวัดความพอใจคนไข้คลินิกจะเหลือแค่ตัวเลขที่ไม่มีใครใช้ คนไข้กลุ่มวัยทำงานที่คิวแน่นเป็นพิเศษยิ่งไวกับเรื่องนี้ อ่านเพิ่มได้ที่การดูแลคนไข้วัย 40 ปีขึ้นไปซึ่งให้ความสำคัญกับการนัดที่ตรงเวลามากกว่ากลุ่มอื่น
เช็กลิสต์เริ่มทำได้ทันทีสัปดาห์นี้
- เลือกคำถามเดียวที่จะใช้ทั้งคลินิก แล้วเขียนคำถามนั้นให้เหมือนกันทุกช่องทางเพื่อให้คำตอบเทียบกันได้
- ตกลงว่าจะถามที่เคาน์เตอร์ หรือส่งข้อความในวันเดียวกัน หรือทำทั้งสองอย่างกับหัตถการต่างชนิด
- เติมคำถามเปิดต่อท้ายเพียงข้อเดียว และไม่บังคับให้ตอบ
- ระบุชื่อคนที่ต้องเปิดอ่านคำตอบทุกวัน และเวลาที่ต้องอ่าน
- ตกลงว่าคำตอบแบบไม่ค่อยพอใจต้องได้รับการติดต่อกลับภายในวันเดียวกัน
- จดคำตอบและสิ่งที่คนไข้บอกไว้ในประวัติเดียวกับนัดหมาย ให้คนที่รับเขารอบหน้าอ่านก่อนเริ่มงาน
- อ่านผลการวัดความพอใจคนไข้คลินิกย้อนหลังเดือนละครั้ง เพื่อดูว่าช่วงเวลาหรือหัตถการไหนได้คำตอบต่ำซ้ำ
หกข้อนี้ไม่ต้องลงทุนเพิ่ม ใช้แค่การตกลงกันในทีมและที่เก็บข้อมูลที่ทุกคนเปิดดูได้ คลินิกที่ทำครบจะวัดความพอใจคนไข้คลินิกได้ต่อเนื่องแทนที่จะรู้ตอนสายเกินแก้ และถ้าอยากให้คนที่พอใจช่วยพาคนใหม่เข้ามาด้วย ลองต่อยอดกับช่องทางหาคนไข้ใหม่ที่ยังไม่ได้ใช้ เพราะเสียงจากคนไข้เดิมมีน้ำหนักกว่าคำโฆษณาทุกแบบ
อยากเก็บความพอใจคนไข้และตามคนที่เสี่ยงจะไม่กลับมา
Dr.Ease เก็บประวัติคนไข้ คำตอบหลังบริการ และนัดติดตามผลไว้ที่เดียว ให้ทีมเห็นคนที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษได้ทันในวันเดียวกัน ทดลองใช้หรือติดต่อทีมงานเพื่อดูว่าเหมาะกับคลินิกคุณไหม


